แนะนำการท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสาคร

จังหวัดสมุทรสาคร

   จังหวัดสมุทรสาครหรือหลายๆ คนเรียกกันว่า มหาชัย นั้นถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่อยู่ใกล้กับกรุงเทพมหานครเป็นอย่างมากเลยนะครับ ซึ่งการเดินทางมาเที่ยวนั้นก็ยังแสนที่จะสะดวกและง่ายดายเป็นอย่างมากทั้งรถยนต์ รถสาธารณะหรือแม้กระทั่งรถไฟก็สามารถที่จะเดินทางมาได้เช่นกัน ที่จังหวัดสมุทรสาครนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทยเหมือนกัน เพราะในแต่ละปีนั้นที่จังหวัดนี้ก็มีอาหารทะเล โรงงานต่างๆ ที่ได้ผลิตสินค้าออกมาจำหน่ายกันอย่างมากมายเลยทีเดียวเลยทำให้ นักท่องเที่ยว ที่ได้มาเที่ยวนั้นก็ต่างรู้สึกประทับใจกับอาหารการกิน โดยเฉพาะอาหารทะเลกันเป็นอย่างมากนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นการท่องเที่ยวที่จังหวัดสมุทรสาครนั้นก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเลยนะครับ ซึ่งในวันนี้เราก็จะมาแนะกันให้ทราบกันว่ามีอะไรที่โดดเด่นและน่าประทับใจกันมากนั่นเอง

การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดสมุทรสาคร

   แน่นอนนะครับว่าการท่องเที่ยวที่มหาชัยนั้นก็มีมากมายหลากหลายที่ด้วยกันนะครับ ซึ่งทางฝั่งท่าฉลอมนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่น่าสนใจกันเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ที่ได้มีความเป็นมาอย่างมากมายด้วยกัน ที่ท่าฉลอมนั้นในช่วงวันหยุดก็จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวกันจำนวนมากเลยทำให้การท่องเที่ยวที่ทางโซนนี้นั้นในช่วงวันหยุดก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เนื่องจากมีแหล่งที่สามารถกราบไหว้ขอพรต่างๆ ได้เช่น รูปปั้น ร.5 ที่ได้ประดิษฐ์ฐานอยู่ที่วัดช่องลม ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือมากสำหรับคนท่าฉลอม และก็จะมีเจ้าแม่กวนอิมที่ประดิษฐ์ฐานอยู่แถวๆ ริมทางรถไฟสายแม่กลอง ซึ่งก็ในแต่ละวันก็จะมีประชาชนเข้ามาแวะเวียนกันมากมายนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นทางฝั่งท่าฉลอมนั้นก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่างเยอะมากทั้งวัดวาอารามต่างๆ ซึ่งก็ได้รับความนิยมกันเป็นอย่างมากนั่นเอง แถมร้านอาหารการกินต่างๆ ทางฝั่งนี้นั้นก็ยังมีชื่อเสียงบวกกับรสชาติที่อร่อยรับรองเลยว่าจะทำให้ทุกคนนั้นมีความสุขที่ได้ข้ามมาฝั่งนี้แน่นอน นอกจากนี้แหล่งท่องเที่ยวในมหาชัยอีกหนึ่งที่ที่ต้องห้ามพลาดก็คือศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งคนมหาชัยนั้นก็ได้ให้ความเคารพและนับถือเป็นอย่างมากเช่นกัน ซึ่งในแต่ละปีนั้นก็จะมีการจัดงานประจำปี ซึ่งก็จะมีการแห่ขบวนทั้งทางน้ำและทางบก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสีสันที่จะสร้างการท่องเที่ยวในจังหวัดให้เป็นที่ยอมรับได้เป็นอย่างดีนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นจังหวัดสมุทรสาครถ้าใครยังไม่เคยมาก็ลองแวะมาดูได้เลยนะครับรับรองเลยว่าทุกคนจะถูกใจกับการท่องเที่ยวแห่งนี้นั่นเอง

 

นิวซีแลนด์ สวรรค์ของคนชอบการเดินทาง

นิวซีแลนด์ สวรรค์ของคนชอบการเดินทาง

   นิวเซีแลนด์ นับเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักเดินทางหลายๆคน เพราะเป็นประเทศที่มีความสวยงามและความสมบูรณ์ของธรรมชาติอย่างมาก นอกจากนี้นิวซีแลนด์ยังเป็นประเทศที่สามารถเที่ยวได้แทบจะทุกฤดูเลยก็ว่าได้ ซึ่งประเทศนิวซีแลนด์นั้นต้ังอยู่ในทวีปโอเชียเนีย (Oceania) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ประกอบด้วยเกาะเหนือและเกาะใต้ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา และพื้นที่ราบขนาดใหญ่ติดชายฝั่งทะเล เที่ยวนิวซีแลนด์ช่วงไหนดีที่สุด นิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่สามารถที่จะเดินทางท่องเที่ยวได้แทบทุกฤดู เพราะแต่ละฤดูก็จะมีความสวยงามแตกต่างกันไปรวมทั้งสภาพอากาศที่แตกต่างกันของแต่ละฤดู ดังนั้นหากใครที่ชอบฤดูไหนของนิวซีแลนด์เป็นพิเศษก็ควรจะศึกษาช่วงเวลาให้ดี เพื่อที่จะได้เที่ยวอย่างมีความสุขและสนุก นิวซีแลนด์ประกอบด้วย 2 เกาะหลัก คือ เกาะเหนือ และเกาะใต้ มีช่องแคบคุก (Cook Strait) คั่นกลางระหว่างเกาะ และนอกจากนี้ ยังมีเกาะเล็กๆ อีกหลายเกาะ สำหรับประเทศนิวซีแลนด์นั้นประกอบด้วย 4 ฤดูกาล ได้แก่

Spring ฤดูใบไม้ผลิ ระหว่างเดือนกันยายน – พฤศจิกายน อุณหภูมิเฉลี่ย 11-17 องศาเซลเซียส ฤดูนี้จะเป็นช่วงที่ต้นไม้กำลังผลิดอกสวยงามไปทั่วทั้งประเทศ หิมะเริ่มละลายทำให้น้ำในแม่น้ำดูสวยงาม เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบกิจกรรมทางน้ำ แต่ก็ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน เพราะคุณสามารถพบได้ตั้งแต่อากาศที่หนาวจัดไปจนถึงอากาศร้อนอบอ้าวกันเลยทีเดียว สำหรับผู้ที่วางแพลนกันมาในช่วงนี้ก็ต้องทำใจกันนิดสำหรับราคาขอกิจกรรมทางน้ำ อย่างลืมเผื่อตังค์เอาไว้กันด้วยล่ะ

Summer ฤดูร้อน ระหว่างเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ย 13-25 องศาเซลเซียส เป็นช่วงที่อากาศอบอุ่น เหมาะมากสำหรับการท่องเที่ยว เพราะฤดูร้อนของนิวซีแลนด์ไม่ได้ร้อนอบอ้าวเหมือนประเทศไทย แต่อากาศค่อนข้างจะเย็นสบาย กลางวันจะมีระยะเวลาค่อนข้างนาน ส่วนตอนกลางคืนอากาศจะหนาวเย็น ในฤดูร้อนนับเป็นฤดูท่องเที่ยวของนิวซีแลนด์ดังนั้นราคาที่พักต่างๆอาจจะมีราคาสูงกว่าปกติก็ทำใจไว้ซักนิดและก็อย่าลืมเสื้อกันหนาวดีๆซักตัวล่ะ เพราะรับรองว่าคุณได้หยิบขึ้นมาใช้อย่างแน่นอน

Autumn ฤดูใบไม้ร่วง ระหว่างเดือนมีนาคม – พฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ย 7-19 องศาเซลเซียส เป็นช่วงที่ใบไม้กำลังเปลี่ยนสี ขอบอกว่างดงามตระการตามาก และหากคุณไปเยือนยังเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ คุณอาจจะเจอหิมะในช่วงปลายของฤดู อีกทั้งฤดูนี้ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวของนิวซีแลนด์ทำให้ค่าทริปของคุณไม่บานปลายอย่างแน่นอน แต่หากคุณจะเดินทางไปในช่วงนี้ก็ควนจะเช็คที่พักและทุกอย่างให้ดี เพราะสถานที่ที่ต้องการไปอาจจะปิดในช่วงนี้ก็ได้

Winter ฤดูหนาว ระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม อุณหภูมิเฉลี่ย 2-13 องศาเซลเซียส เป็นช่วงที่สภาพอากาศค่อนข้างหนาวเย็นและยังมีฝนตกชุกอีกด้วย แต่ฤดูนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบหิมะและอากาศหนาว บนยอดเขาจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ เหมาะอย่างยิ่งในการเล่นสกี แต่ก่อนไปก็ควรจะหาที่พักและวางแผนการเที่ยวให้ดี เพราะฤดูกาลนี้ก็ไม่ใช่ใช่ฤดูท่องเที่ยวของที่นี่เช่นกัน

สถานที่เที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ใบไม้เปลี่ยนสี โตเกียว

   ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีความของธรรมชาติในฤดูต่างๆที่งดงามมาก และยังเป็นประเทศที่สามารถเที่ยวได้ทุกฤดู ไม่ว่าจะเป็นฤดูหนาวที่คนไทยนิยมไปสัมผัสกับหิมะสีขาวราวกับในนิยาย ฤดูใบไม้ผลิที่มีดอกซากุระสีชมพูดูสวยงาม หรือจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงที่จะได้สัมผัสกับความงามของใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งแน่นอนสถานที่ที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้เหมาะกับสาวๆที่ชอบความงามของธรรมชาติในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีแต่ก็ยังไม่อาจละทิ้งการชอปปิ้งไปได้ แน่นอนว่าที่ที่จะมีครบและจบทั้งธรรมชาติและชอปปิ้งคงหนีไม่พ้นโตเกียวนั่นเอง ซึ่ง 5 สถานที่ในการชมใบไม้เปลี่ยนสีในโตเกียวนั้น เป็นที่ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามที่สุดในโตเกียวเลยก็ว่าได้

สำหรับช่วงที่เหมาะสมในการชมใบไม้เปลี่ยนสีในโตเกียวนั้นจะเป็นช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ถึง ต้นเดือนธันวาคม ของทุกปี (แล้วแต่สภาพอากาศในแต่ละปีด้วย)

1. สวนริคุงิเอน(Rikugien) เป็นสวนที่ได้รับความนิยมในการชมใบไม้เปลี่ยนสีมากที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว ซึ่งผู้เข้าชมจะได้เห็นบรรยากาศสวนที่ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น ท่ามกลางต้นเมเปิ้ลที่ขึ้นเรียงรายกันอยู่ริมคลอง โดยสวนริคุงิเอนนี้ถูกสร้างขึ้นประมาณปี 1700 สมัยเอโดะ(Edo)โดย โชกุน โตกุกาว่า (Tokugawa Shogun) เป็นสวนที่สวยเป็นอันดับต้นๆของญี่ปุ่น ซึ่งสวนนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการเข้าชมคนละ 300 เยน ซึ่งภายในสวนจะมีการเปิดไฟประดับประดาในช่วงกลางคืนประจำทุกปี สามารถเข้าชมได้ถึง 20:30 น.

2. อิโช นามิกิ (Icho Namiki/Ginkgo Avenue) เป็นหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมในการชมใบไม้เปลี่ยนสีในโตเกียว ตั้งอยู่ถัดจากสวนเมจิ จินกุ ไกเอน (Meiji Jingu Gaien Park) เริ่มตั้งแต่สถานีรถไฟใต้ดิน Aoyama-Itchome Station เป็นต้นไป ซึ่งมีความโดดเด่นด้วยใบของต้นแปะก๊วยที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ร่วงลงมาปูพื้นให้กลายเป็นพรมสีเหลืองดูสวยงามและผ่อนคลาย โดยบนถนนเส้นนี้จะมีคาเฟ่เล็กๆเหมาะกับการนั่งชมบรรยากาศเปิดเรียงรายกันอยู่หลายร้าน นอกจากนี้อิโช นามิกิยังถูกใช้เป็นฉากในการถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่องอีกด้วย

3. สวนโคอิชิกาว่า โคระคุเอน (Koishikawa Korakuen) สวนแห่งนี้นับเป็นสวนที่มีความเก่าแก่สวนหนึ่งของญี่ปุ่น ถูกสร้างขึ้นราวปี ค.ศ. 1600-1867 ในยุคสมัยเอโดะตอนต้น ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีใบของต้นเมเปิ้ลที่ขึ้นอยู่รอบๆสวนจะเปลี่ยนเป็นสีส้มสลับแดง บ้างก็จะมีสีเหลืองสวยงามสลับกันไป ดูสวยงามท่ามกลางบรรยากาศของสวนที่มีการตกแต่งแบบคลาสสิค

4. ภูเขาทาคาโอะ (Mount Takao) เป็นภูเขาที่ตั้งอยู่ใกล้กับใจกลางเมืองโตเกียว บนเขามีจุดชมวิวสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองโตเกียวได้ทั้งหมด บนยอดมีต้นเมเปิ้ลขึ้นเรียงราย มีเส้นทางสำหรับเดินป่าและมีบริการเคเบิ้ลคาร์เพื่อขึ้นไปบนเขาโดยค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเคเบิ้ลคาร์นั้นจะอยู่ที่เที่ยวละ 480 เยน แต่หากซื้อแบบไป-กลับจะราคา 930 เยน ก่อนถึงยอดเขามีวัดยาคุโออิน(Yakuoin Temple) ตั้งอยู่ระหว่างทางขึ้นสู่ยอดเขา และหากเดินทางโดยการใช้เส้นทางเดินป่าก็มีสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือ สวนลิง (Monkey Park) ซึ่งเป็นสวนที่ล้อมรอบด้วยกระจก มีลิงญี่ปุ่นอาศัยอยู่ประมาณ 40 ตัว ภายในมีสวนดอกไม้ป่าที่มีพันธุ์ไม้มากกว่า 500 ชนิด

5. สวนตะวันออกพระราชวังอิมพีเรียล (Imperial East Garden) สวนแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของพระราชวังโตเกียวอิมพีเรียล (Tokyo Imperial Palace) ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ ในอดีตนั้นสวนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของอาคารปกป้องวงในสุดก่อนถึงตัวปราสาท เดิมปราสาทเอโดะแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของท่านโชกุนโทกุงาวะ ผู้ปกครองญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1603-1867 และจักรพรรดิเมจได้อาศัยต่อในปี 1868-1888 ก่อนจะไปสร้างพระราชวังแห่งใหม่

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติในประเทศไทย

อนุรักษ์ธรรมชาติ

   การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติในประเทศไทยนั้นในทุกวันนี้นั้นก็ได้มีแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวนั้นได้เลือกเที่ยวกันอย่างมากมายเลยนะครับ ซึ่งทุกภาคของประเทศไทยเรานั้นก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจกันเป็นจำนวนมากเลย โดยแต่ละที่นั้นก็จะมีความแตกต่างที่ไม่เหมือนกันนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ในตอนนี้ผู้คนมากมายหลากหลายคนนั้นก็ได้ให้ความสนใจที่อยากจะเที่ยว เพราะมันเป็นการซึงซับการเที่ยวที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวที่อื่นมาก มันจะทำให้การเที่ยวแบบนี้นั้นมีความสุข ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาตินั่นเอง ในตอนนี้นั้นการท่องเที่ยงเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยนั้นก็ถือเป็นสิ่งที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเลยนะครับ โดยไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้นนะครับ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินั้นมากมายหลายคนก็ได้ให้ความสนใจอยู่นั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นในทุกวันนี้ประเทศไทยของเราตามแหล่งภูเขาต่างๆ นั้นก็ถือเป็นภูเขาหัวโล้นกันเป็นอย่างมาก

   ซึ่งแน่นอนนะครับทำให้ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ นั้นก็เหลืออยู่ไม่มากสักเท่าไร นอกจากนี้ปริมาณขยะต่างๆ ก็มีเพิ่มขึ้นกันมากทุกวันทำให้เกิดปัญหาจากขยะตามมากันเป็นอย่างมากนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นนักท่องเที่ยวทุกคนที่ได้มาเที่ยวนั้นก็ถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะเป็นการส่งเสริม การท่องเที่ยวในประเทศไทย ให้คนอื่นๆ มากมายไม่ว่าจะในประเทศและนอกประเทศได้รู้กัน เพราะการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นั้นก็ถือเป็นการท่องเที่ยวที่ดีเป็นอย่างมากเลยนะครับ เพราะมันสามารถทคี่จะทำให้คนรุ่นหลังนั้นสามารถที่จะได้มีโอกาสในการกลับมาชมกับธรรมชาติที่สวยงามและน่าท่องเที่ยวนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาตินั้นก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากเลยนะครับที่ทุกคนนั้นจะต้องร่วมมือช่วยเหลือกันเพื่อที่จะได้อนุรักษ์การท่องเที่ยวในลักษณะนี้ไปได้อีกยาวนานนั่นเอง แต่ถ้าหากทุกคนไม่ร่วมมือกันนั้นแน่นอนการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติที่หาที่ไหนไม่ได้แล้วนั้นก็จะไม่ม่มีอีกต่อไป สำหรับใครที่ชื่นชอบเที่ยวในรูปแบบเชิงอนุรักษ์ธรรมชาตินั้นก็จำเป็นอย่างมากเลยที่จะต้องมีการเตรียมตัวต่างๆ ซึ่งถ้าเราไม่เตรียมตัวหรือไม่มีการเตรียมพร้อมทั้งในด้านร่างกาย จิตสำมันสำนึก และอื่นๆ ก็อาจจะทำให้การท่องเที่ยวในลักษณะดังกล่าวไม่สามารถที่จะเที่ยวได้อย่างสนุกสนานนั่นเอง

   เอาเป็นว่าการท่องเที่ยวเชิงนี้นั้นมีอะไรที่จะต้องเตรียมตัวบ้างเราไปดูกันเลยดีกว่า การพกขวดน้ำไปเอง การที่เราพกติดตัวไปเองนั้นก็จะสามารถที่จะช่วยลดปริมาณขยะในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ได้เป็นอย่างดีเลยนะครับ ยิ่งถ้าไปหลายๆ คนนั้นแล้วซื้อเป็นขวดใหญ่ก็จะสามารถที่ช่วยลดได้อีกด้วย การแบกสมบัติส่วนตัวต่างๆ ไปเยอะเกินนั้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรที่จะทำเป็นอย่างยิ่งเลยนะครับ เพราะว่าการท่องเที่ยวโดยการที่เราพกสิ่งของต่างๆ ไปเยอะนั้นก็จะทำให้เราไม่สามารถที่จะเดินทางได้สะดวกลาย เพราะด้วยสิ่งของต่างๆ นั้นก็จะทำให้เราไม่สามารถที่จะทำอะไรได้สะดวกนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นการท่องเที่ยวไม่ว่าจะรูปแบบไหนนั้นนักท่องเที่ยวทุกคนก็ควรที่จะมีจิตสำนึกกันสักนิดไม่ว่าจะเป็นการทิ้งขยะ การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าอยากจะได้สิ่งของที่เป็นจากธรรมชาตินั้นก็ควรที่จะถ่ายภาพสวยๆ ก็พอแล้ว เพราะการที่เรารักษาธรรมชาติเอาไว้นั้นก็จะทำให้เรามีทรัพยากรธรรมชาติเก็บไว้เพื่อให้ลูกหลานได้สามารถที่จะกลับมาซึมซับและเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติให้อยู่กับประเทศไทยของเราอีกต่อไปอย่างยาวนานนั่นเอง

   อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเมื่อไปท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศการจารึกศิลปะไว้กับธรรมชาตินั้นก็ไม่ควรทำอย่างยิ่งเพราะมันจะขายหน้าประเทศไทยเป็นอย่างมากนั่นเอง

ท่องเที่ยวบามหมึกแห่งชุมชนคนอ่าวคราม

บามหมึก

   จังหวัดชุมพรนั้นถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่หลายๆ คนไม่ค่อยจะแวะมาเที่ยวกันสักเท่าไร ซึ่งก็เลยทำให้จังหวัดชุมพรนั้นได้กลายเป็นเมืองผ่านที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นั้นไม่ค่อยที่จะให้ความสำคัญมากนัก แต่รู้หรือไม่ว่า จังหวัดชุมพรเนี่ยแหละถือเป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติให้เราศึกษากันเยอะมากเลยนะครับ โดยเฉพาะวิถีชีวิตการบามหมึก ที่มีหนึ่งเดียวในประเทศไทย โดยการที่เรานั้นออกไปหาหมึกกลางทะเลโดยที่นี้นั้นจะใช้อวดเป็นเครื่องมือหาปลากหมึกพร้อมกับตะเกียงเป็นตัวล่อแสงให้ปลาหมึกมาอยู่ในอวดนั่นเอง อย่าไงรก็ตามนั้นซึ่งที่ หมู่บ้านอ่าวคราว อำเภอสวี จังหวัดชุมพรนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่หลายคนต้องมาสัมผัสให้ได้นั่นเอง จังหวัดชุมพรก็มีแหล่งท่องเที่ยวอย่างมากมายเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นหาดทรายต่างๆ หรือจะเที่ยววัดพระธาตุบรมสวี ที่อยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้านอ่าวคราวนั้นซึ่งที่นี้นั้นถือเป็นสิ่งศักดิ์คู่บ้านคู่เมืองของคนอำเภอสวีนั่นเอง

   โดยในจังหวัดชุมพรก็มีแหล่งท่องเที่ยวอย่างมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการดำน้ำดูปะการังในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ซึ่งปะการังที่นี้นั้นก็ต้องยอมรับว่ายังคงมีความสมบูรณ์อยู่มากเลย มีดอกไม้ทะเลที่ค่อยข้างสวยงามไม่แพ้ไปทางฝั่งทะเลอันดามันอีกด้วย ซึ่งที่จังหวัดชุมพรนั้นถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ทุกคนจะต้องมาเที่ยวกันให้ได้นั่นเอง การเดินทางมาที่จังหวัดชุมพรก็มาไม่ยากนะครับทุกวันนี้ขนส่งในระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถทัวร์ รถไฟ และ เครื่องบินก็สามารถที่จะมาจังหวัดชุมพรได้ทั้งหมดนั่นเอง แถมการมาเที่ยวหมู่บ้านอ่าวครามนั้นก็ต้องยอมรับเลยว่าการเที่ยวที่ อ่าวครามโฮมสเตย์ นั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ทุกคนนั้นจะต้องมากันให้ได้ มาสัมผัสกับวิถีชนบทของคนที่นี้ไม่ว่าจะเป็นสภาพการเป็นอยู่ การทำประมง หรือการประกอบอาชีพต่างๆ เราก็จะสามารถที่จะใช้ชีวิตกันได้อย่างดีเลยนั่นเอง

   อย่างไรก็ตามนั้นการเดินทางมาที่อ่าวครามโฮมสเตย์นั้นอาจจะมายากสักหน่อย วิธีที่ง่ายที่สุดนั้นก็คงไม่พ้นการนั่งรถไฟมาลงที่สวีแล้วโทรให้ที่พักมารับก็ได้เช่นกัน หรือจะเป็นการขับรถยนต์ส่วนตัวมาที่นี้ก็ได้ แต่เส้นทางระหว่างที่จะเข้ามาในหมู่บ้านนั้นอาจจะต้องใช้ความระมัดระวังสักนิดเนื่องจากเป็นทางขึ้นเขานั่นเอง อย่าไรก็ตามนั้นการมาเที่ยวที่ อ่าวครามโฮมสเตย์ นั้นเราก็จะได้กินปลาหมึกไข่สดๆ เป็นๆ ทั้งกรอบ หวานอร่อยทำให้หลายคนที่มาได้ชิมแล้วนั้นก็ยกนิ้วให้นั่นเอง แถมอาหารที่นี้นั้นก็จัดหนัก 3 มื้ออีกด้วยเรียกได้ว่าแม่ครัวที่นี้ทำอาหารถูกปากรสชาติอร่อยมากนั่นเอง อัตราค่าบริการก็คนละ 800 บาทเท่านั้นรับรองคุ้มยิ่งกว่าคุ้มอีกด้วย ใครสนใจก็ลองมาเที่ยวดูนะครับรับรองจะติดใจ

2 วัน 1 คืน ที่แพไกรสร เขื่อนเชี่ยวหลาน เที่ยววิถีพนักงานเงินเดือน

เชี่ยวหลาน

ทริปนี้เป็นทริบที่เหมาะกับคนชอบเที่ยวที่ไม่ค่อยจะมีเวลาในการเที่ยวเท่าใดนัก เพราะเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายอย่างมากสุดก็คงจะได้หยุดกันเพียงแค่วันเสาร์กับวันอาทิตย์เท่านั้น ซึ่งทริบ 2 วัน 1 คืนนี้ก็นับว่าพอเหมาะให้ได้ไปพักผ่อนเติมพลังงานโดยที่ไปต้องเสียวันลา ทริปนี้เราออกเดินทางกันในคืนวันศุกร์เพื่อที่จะให้ถึงสุราษฎร์ธานีในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยเราไปขึ้นรถทัวร์ กรุงเทพ-สุราษฎร์ฯ ที่สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ รถออกเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดสุราษฎร์ธานีประมาณ 6 โมงเช้า จากนั้นเราจึงต่อรถตู้เพื่อที่จะไปท่าเรือ สำหรับรถมีรถตู้ที่คอยให้บริการซึ่งออกทุก 1 ชั่วโมงซึ่งอยู่ในตลาด หรืออีกหนึ่งทางเลือกคือรถตู้ที่อยู่ตรงสถานีขนส่งเลย ราคาแพงกว่าเล็กน้อย และเพื่อความสะดวกเราแนะนำให้จองขากลับไว้ด้วยเลย จะได้ง่ายเวลาขึ้นรถกลับ ต้องขอบอกว่าตอนที่เราไปเราพลาดที่ไม่ได้ตรวจสอบรถตู้ที่จะไปท่าเรือก่อน ทำให้เรารอรถออกนานมากเพราะดูเหมือนว่าหากรถไม่เต็มเขาก็ไม่ออก เราจึงเสียเวลารอรถอยู่เกือบ 3 ชั่วโมง ทำให้เรามาถึงท่าเรือก็เกือบจะ 11 โมงแล้ว พอมาถึงท่าเรือเนื่องจากเราไม่อยากเหมาเรือเพราะเนื่องจากเรามากันเพียง 2 คน จึงรอแจมเรือกับกรุ๊ปอื่นซึ่งก็ต้องรออีกซักพัก เพราะแพไกรสรที่เราพักนั้นอยู่ด้านในสุด ดังนั้นเรือที่เราขอแจมไปด้วยจึงต้องแวะไปส่งเราด้วย เราใช้เวลาในการนั่งเรือบวกกับการแวะชมเชี่ยวหลานเมืองไทยและเขาสามเกลอกว่าจะถึงที่พักก็เกือบ 2 ชั่วโมง เรามาถึงแพไกรสรในเวลาประมาณบ่าย 2 โมง ซึ่งที่พักเราได้ทำการจองก่อนที่จะมาเกือบ 2 เดือนเพราะเป็นที่พักของอุทยานแห่งชาติเขาสกซึ่งจะเต็มเร็วมาก เมื่อมาถึงทำการเช็คอินเข้าพัก แล้วนำของเก็บที่ห้องพัก ภายในห้องพักเมีที่นอนเพียง 2 ที่พร้อมหมอนและผ้าหม ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆทั้งสิ้นและไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ เมื่อถึงที่พักเราก็นอนพักผ่อนกันก่อนประมาณ 4 โมงเย็นถึงจะออกมาเล่นน้ำ ที่พักแพไกรสรผู้เข้าพักส่วนมากจะเป็นต่างชาติประมาณ 80% ที่เหลือจะเป็นคนไทย บรรยากาศหน้าแพดีมากๆ น้ำเย็น และสีสวย มีเรือคายัคให้ได้พายกันฟรีๆอีกด้วย สำหรับห้องน้ำมีเพียงพอ แต่ห้องอาบน้ำมีน้อยและไม่ค่อยน่าอาบมากนัก สำหรับอาหารที่แพมีจำหน่ายทั้งน้ำ เบียร์ หรือขนม ราคาก็แพงกว่าบนท่าเล็กน้อยในราคาที่รับได้ ส่วนอาหารนั้นจะเป็นแบบบุฟเฟ่ทานไม่อั้นซึ่งอร่อยมากๆคิดราคาเพิ่มจากค่าที่พักอีกต่างหาก รวมค่าทริปทั้งหมด/คน รถทัวร์ กรุงเทพ-สุราษฎร์ ประมาณ 600 บาท รถตู้ สุราษฎร์-ท่าเรือ ไปกลับ 380 บาท ค่าเรือ 750 บาท (หากเช่าเหมาลำๆละ 3000 บาท) ค่าที่พัก 400 บาท/2 คน ค่าอาหาร มื้อเย็น 1 มื้อ 200 บาท(บุฟเฟ่) มื้อเช้า 100 บาท ค่าเครื่องบิน สุราษฎร์-กรุงเทพ ประมาณ 1500 บาท รวมทั้งหมดทริปนี้หมดไปทั้งสิ้น 3730 บาท